แค่พิมพ์แชทตกลงกัน ถือว่าเป็นสัญญาแล้วหรือยัง? หรือถ้าอีกฝ่ายบอกว่าเราผิดสัญญา ทั้งที่ยังไม่ได้เซ็นอะไร
จะถือว่าผิดหรือไม่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบกันครับ
ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า “สัญญา” คืออะไร
สัญญา คือความตกลงที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สัญญา (มาตรา 369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
⚖️ ส่วนที่ 1 : สัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
สัญญาเกิดจาก “คำเสนอ” และ “คำสนอง” ที่ตรงกัน (ม.354–355 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
คำถามคือ "ผู้เสนอ" และ "ผู้สนอง" คือใคร ?
ผู้เสนอ (Offeror) คือฝ่ายที่แสดงเจตนาจะเข้าทำสัญญา
ผู้สนอง (Offeree) คือฝ่ายที่ตอบรับคำเสนอนั้น
⚖️ จุดสำคัญ
คำเสนอและคำสนองต้อง “ตรงกัน” จึงเกิดสัญญา
หากไม่ตรงกันยังไม่ก่อให้เกิดสัญญาขึ้น
ตัวอย่าง
นาย ก. เสนอขายรถยนต์ในราคา 200,000 บาท แต่นาย ข. ต่อราคารถยนต์ เหลือ 190,000 บาท
กรณีเช่นนี้ยังไม่ใช่คำสนอง แต่เป็น “คำเสนอใหม่”
แต่ถ้า นาย ข. ยอมรับราคารถยนต์ที่นาย ก.เสนอขาย 200,000 บาท เช่นนี้ สัญญาเกิดขึ้นทันที
⚖️ ข้อควรระวัง
การตกลงแบบกำกวม อาจทำให้ตีความไม่ตรงกัน
เรื่องสำคัญควรทำเป็นหนังสือเพื่อป้องกันข้อพิพาททางสัญญาในอนาคต
⚖️ ส่วนที่ 2 : นิติกรรมและความสมบูรณ์ของสัญญา
เมื่อคำเสนอและคำสนองตรงกัน สัญญาจะเกิดขึ้นในฐานะ “นิติกรรม” ระหว่างคู่สัญญา (ม.149 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
คำถาม "นิติกรรม" คืออะไร ขออธิบายดังต่อไปนี้
นิติกรรม คือ การแสดงเจตนาที่มุ่งก่อให้เกิด การก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ อย่างไรก็ตาม สัญญาจะ “ใช้บังคับได้” ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้
1) ความสามารถของบุคคล
1.1) ผู้เยาว์ (ม.19 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ทำนิติกรรมต้องได้รับความยินยอม มิฉะนั้นเป็นโมฆียะ
(ม.22 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
1.2) คนไร้ความสามารถ (ม.28 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ทำนิติกรรมเองไม่ได้
1.3) คนเสมือนไร้ความสามารถ (ม.32 , 34 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์
2) วัตถุประสงค์ของนิติกรรม
ต้องไม่ ขัดกฎหมาย พ้นวิสัย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
หากขัดต่อหลักกฎหมายดังกล่าวนิติกรรมเป็น โมฆะ (ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
3) แบบของนิติกรรม
ในบางกรณีกฎหมายกำหนด “แบบ” ไว้ เช่น
กู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อคู่สัญญา ในกรณีที่ไม่ได้ทำ นิติกรรมเป็นมโฆียะ
หมายเหตุ แม้สัญญาจะเกิดขึ้นแล้ว แต่หากการแสดงเจตนาเกิดจากการสำคัญผิด ถูกหลอกลวง หรือถูกข่มขู่ สัญญาอาจมีปัญหาในความสมบูรณ์และผลทางกฎหมายได้
⚖️ ส่วนที่ 3 : ผลของสัญญา
เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้ว คู่สัญญามีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อกันจึงก่อให้เกิด “ความผูกพัน” ตามสัญญา โดยทั่วไป สัญญาจะสิ้นสุดเมื่อมีการชำระหนี้ครบถ้วน
ตัวอย่าง
เช่าซื้อรถ
ผู้เช่าซื้อผ่อนครบ ผู้เช่าซื้อได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์นั้น
ผู้ให้เช่าซื้อ ต้องส่งมอบสิทธิในรถยนต์นั้น เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนเสร็จสิ้ินแล้ว
หมายเหตุ การใช้สิทธิและปฏิบัติตามสัญญา ต้องเป็นไปโดยสุจริต
⚖️ ส่วนที่ 4 : การผิดสัญญา
การผิดสัญญาเกิดขึ้นเมื่อ
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ชำระหนี้
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชำระไม่ถูกต้อง
คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดเงื่อนไขในสัญญา
⚖️ โดยหลักต้องมีการ “บอกกล่าวให้ชำระหนี้ก่อน” (ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นแกนสำคัญ)
หากเกิดความเสียหาย
สามารถเรียกค่าเสียหายได้ (ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
⚖️ ส่วนที่ 5 : การระงับและเลิกสัญญา
1) การชำระหนี้
ชำระถูกตัว ถูกเวลา ถูกสถานที่
วิธีอื่น เช่น วางทรัพย์ (ม.330 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) , หักกลบลบหนี้ (ม.341ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) , แปลงหนี้ / โอนหนี้
2) การเลิกสัญญา
มีสิทธิเลิกเมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญา (ม.386–387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
กรณีเวลามีสาระสำคัญ (ม.388 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
ผลคือ “กลับคืนสู่ฐานะเดิม” (ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
3) โมฆะ และ โมฆียะ
โมฆะ (ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ) → ไม่เกิดผลตั้งแต่ต้น
โมฆียะ (ม.175 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ) → มีผลจนกว่าจะบอกล้างหรือให้สัตยาบัน
⚖️ ส่วนที่ 6 : ประเภทของสัญญา (ตัวอย่าง)
ซื้อขาย (ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) เกิดสัญญาเมื่อ โอนกรรมสิทธิ์ (ผู้ขาย) + ใช้ราคาทรัพย์สิน (ผู้ซื้อ)
เช่า (ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) เกิดสัญญาเมื่อ ผู้เช่าให้ผู้ให้เช่าเช่าหรือหรือรับประโยชน์ภายในกำหนดระยะเวลา + ผู้เช่าตกลงชำระค่าเช่า
กู้ยืม (ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) เกิดสัญญาเมื่อ ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมและผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ (ในกรณีที่จำนวนเงินเกิน 2,000 บาท ขึ้นไป)
หมายเหตุ ในกรณีที่จำนวนเงินตำ่กว่า 2,000 บาท สามารถเกิดสัญญาแม้ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ แต่ทั้งนี้ จะต้องเก็บหลักฐานการกู้ยืมเงินไว้
จ้างแรงงาน (ม.575 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) เกิดสัญญาเมื่อ ทำงานให้ (ลูกจ้าง) + จ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่จ้าง (นายจ้าง) อาจทำสัญญาเป็นหนังสือหรือไม่ก็ได้
หมายเหตุ การจ้างแรงงานดูจากพฤติการณ์ความเป็นของนายจ้างลูกจ้างตามกฎหมาย
จ้างทำของ (ม.587 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) เกิดสัญญาเมื่อ ตกลงทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ผู้รับจ้าง) จ่ายเงินเมื่องานเสร็จ (ผู้ว่าจ้าง) และต้องทำเป็นหนังสือ
⚖️สรุป “สัญญาไม่ได้เริ่มที่การเซ็น
แต่เริ่มตั้งแต่ ‘คำตกลงที่ตรงกัน’”
⚖️สุดท้ายนี้ ทุกสัญญามีผลกับตัวท่าน ดังนั้นก่อนท่านจะทำสัญญาโปรดตรวจสอบเนื้อความตามสัญญาของท่านเพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง ในกรณีที่มีความสงสัยในการทำสัญญาควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการเสมอ
เขียนโดย สังคมภาพ