ในทางกฎหมายเมื่อการเกิดความเสียหายในทางอาญา สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำคือการรักษาสิทธิของตนเอง โดยการ "แจ้งความ"
⚖️การแจ้งความคืออะไร
การแจ้งความ หมายถึง การแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงาน
เมื่อมีเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้แจ้ง ไม่ว่าจะเป็นทางทรัพย์สิน ชีวิต หรือร่างกาย
การแจ้งความมีอยู่ด้วยกัน 3 ลักษณะ ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน ดังนี้
1. การแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน
หมายถึง การแจ้งเหตุเพื่อบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน
โดยมีนัยสำคัญ 2 ประการ คือ
ผู้แจ้งอาจยังไม่มีเจตนาจะดำเนินคดี
พยานหลักฐานอาจยังไม่เพียงพอที่จะร้องทุกข์ในทางอาญา
⚖️ การแจ้งลักษณะนี้มีไว้เพื่อ “ป้องกันสิทธิของตน” ในอนาคต
2. การร้องทุกข์
คือ การที่ผู้เสียหายแจ้งต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ แม้ผู้เสียหายจะยังไม่ทราบว่าผู้กระทำความผิดเป็นใคร ก็สามารถร้องทุกข์ได้
ตามมาตรา 2 (7) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
3. การกล่าวโทษ
คือ การที่บุคคลอื่น (ไม่ใช่ผู้เสียหาย)แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
ตามมาตรา 2 (7) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
⚖️ เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำเรื่องไปดำเนินคดีต่อ
⚖️ หมายเหตุ
การแจ้งความหรือร้องทุกข์ อาจถูกนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ดังนั้น ผู้แจ้งควรพิจารณาผลดี–ผลเสียก่อนดำเนินการ
⚖️ ขั้นตอนก่อนการแจ้งความ
⚖️ 1. การแจ้งความออนไลน์ (คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี)
⚖️สามารถแจ้งได้ผ่านเว็บไซต์:
⚖️ www.thaipoliceonline.go.th
⚖️ ขั้นตอนโดยสรุป:
ลงทะเบียนผู้ใช้งาน
ยืนยันตัวตน (OTP)
กรอกข้อมูลผู้เสียหาย
ระบุรายละเอียดเหตุการณ์
แนบหลักฐาน
กดยืนยัน
⚖️ สามารถติดตามสถานะได้ตลอด 24 ชั่วโมง
⚖️ 2. การแจ้งความที่สถานีตำรวจ
⚖️ 2.1 ตรวจสอบสิทธิของผู้ร้องทุกข์
ต้องพิจารณาว่าใครเป็น “ผู้เสียหายโดยชอบ” เช่น
ผู้เยาว์ ผู้ใช้สิทธิ คือ ผู้แทนโดยชอบธรรม
คนไร้ความสามารถ ผู้ใช้สิทธิ คือ ผู้อนุบาล
ผู้เสียชีวิต ผู้ใช้สิทธิ คือ ญาติใกล้ชิด
นิติบุคคล ผู้ใช้สิทธิ คือ ผู้มีอำนาจ + หนังสือมอบอำนาจ
2.2 ขั้นตอนการแจ้งความ
แจ้งความในพื้นที่เกิดเหตุ หรือที่ผู้กระทำผิดอยู่
ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
เจ้าหน้าที่บันทึกคำให้การ
ผู้ร้องทุกข์ต้องแสดงเจตนาจะดำเนินคดี
ตรวจสอบข้อความก่อนลงลายมือชื่อ
รับสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
⚖️ สำคัญ: อย่าเซ็นถ้ายังไม่อ่าน
⚖️ ข้อควรรู้ / ข้อควรระวัง
การแจ้งความต้องกระทำโดยสุจริต
หากแจ้งความเท็จ อาจมีความผิดตามกฎหมาย เช่น
มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 172 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
มาตรา 174 การแจ้งความเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่นให้รับโทษหนักขึ้น หรือรับวิธีการเพื่อความปลอดภัย โดยวรรคแรกระบุโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท (การแกล้งเพื่อได้รับวิธีการความปลอดภัย) และ
วรรคสองโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท (การแกล้งเพื่อให้รับโทษหนักขึ้น)
⚖️ โทษมีทั้งจำคุกและปรับ
⚖️ นอกจากนี้ควรคำนึงถึง “อายุความ”
เช่น คดีหมิ่นประมาท ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
⚖️ การให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน
อาจส่งผลให้
พนักงานสอบสวนไม่รับคำร้อง
อัยการไม่สั่งฟ้อง
ศาลยกฟ้อง (ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง)
⚖️ สรุป
การแจ้งความไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องและครบถ้วน
⚖️ เพื่อป้องกันสิทธิของตนเองในทางกฎหมายและหากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาทนายความเพื่อวางแนวทางคดีอย่างเหมาะสม
⚖️ สุดท้ายนี้
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้
เขียนโดย สังคมภาพ