การแสดงเจตนาที่บกพร่อง โมฆะ และโมฆียะ
การแสดงเจตนาที่บกพร่อง โมฆะ และโมฆียะ
⚖️ ข้อที่ 1 การแสดงเจตนาที่บกพร่องคืออะไร
การแสดงเจตนาที่บกพร่อง คือ การที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาทำนิติกรรมหรือทำสัญญาออกไป แต่เจตนานั้นเกิดจากความบกพร่องบางประการ เช่น เข้าใจคลาดเคลื่อนจากความจริง หรือเกิดจากการที่คู่สัญญาอีกฝ่ายมีความประสงค์ให้การแสดงเจตนาเป็นไปตามความต้องการของตน
เหตุที่ทำให้การแสดงเจตนาบกพร่อง มีดังต่อไปนี
1. การสำคัญผิด
คือ การแสดงเจตนาโดยเข้าใจผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จนทำให้คู่สัญญาแสดงเจตนาไปโดยไม่ตรงกับความประสงค์ที่แท้จริง(รายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง“การแสดงเจตนาในสัญญา สำคัญผิด กลฉ้อฉล ข่มขู่ ต่างกันอย่างไร”)
2. การแสดงเจตนาโดยกลฉ้อฉล
คือ การแสดงเจตนาโดยหลงเชื่อจากการหลอกลวง หรือการปกปิดข้อความอันเป็นสาระสำคัญจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง จนทำให้อีกฝ่ายทำนิติกรรมที่ตนไม่ได้ตั้งใจ(รายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง“การแสดงเจตนาในสัญญา สำคัญผิด กลฉ้อฉล ข่มขู่ ต่างกันอย่างไร”)
3. การแสดงเจตนาโดยการข่มขู่
คือ การแสดงเจตนาเพราะกลัวภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงและร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้เสียต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง(รายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง“การแสดงเจตนาในสัญญา สำคัญผิด กลฉ้อฉล ข่มขู่ ต่างกันอย่างไร”)
นอกจากนี้ ยังมีกรณี “การแสดงเจตนาไม่ตรงกับการแสดงออก” ซึ่งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างรู้และสมรู้กัน โดยแบ่งออกได้ดังนี้
1. การแสดงเจตนาลวง
คือ การแสดงเจตนาโดยไม่มีความตั้งใจให้เกิดผลตามนิติกรรมนั้นจริง เช่น แกล้งทำสัญญาซื้อขายกัน แต่แท้จริงไม่ได้ต้องการซื้อขายจริง
2. การแสดงเจตนาอำพราง
คือ การแสดงนิติกรรมอย่างหนึ่งเพื่อปกปิดนิติกรรมอีกอย่างหนึ่ง โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างสมรู้กัน เช่น ทำสัญญาซื้อขายเพื่อปิดบังการให้โดยเสน่หา
⚖️ ข้อที่ 2 ผลทางกฎหมายของการแสดงเจตนาที่บกพร่อง
เมื่อการแสดงเจตนามีความบกพร่อง หรือเป็นการแสดงเจตนาไม่ตรงกับการแสดงออก อาจทำให้นิติกรรมมีผลเป็น
- โมฆะกรรม ตามมาตรา 172 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ
- โมฆียะกรรม ตามมาตรา 175 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
โมฆะกรรม คืออะไร
โมฆะกรรม คือ นิติกรรมที่เสียเปล่ามาแต่ต้น เสมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลย คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมเหมือนไม่เคยทำนิติกรรมต่อกัน ตัวอย่างเช่น
- การแสดงเจตนาลวงซึ่งเป็นโมฆะ
- กรณีนิติกรรมอำพราง ซึ่งนิติกรรมที่แสดงออกอาจเป็นโมฆะ แต่ต้องพิจารณานิติกรรมที่ถูกอำพรางต่อไป
โมฆียะกรรม คืออะไร
โมฆียะกรรม คือ นิติกรรมที่ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ จนกว่าจะถูกบอกล้างโดยผู้มีสิทธิบอกล้าง ผลของโมฆียะกรรมจะแยกได้ 2 กรณี คือ
1. นิติกรรมตกเป็นโมฆะ เมื่อผู้มีสิทธิบอกล้างได้บอกล้างนิติกรรมแล้ว ถือเสมือนเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก
2. นิติกรรมสมบูรณ์ เมื่อมีการให้สัตยาบันโดยผู้มีสิทธิให้สัตยาบัน
ผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม
ผู้มีสิทธิบอกล้าง มีดังต่อไปนี้
1. ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ หรือผู้เยาว์ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
หมายเหตุ ผู้เยาว์อาจบอกล้างเองได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมก่อน
2. ผู้พ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ รวมถึงผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
หมายเหตุ บุคคลเสมือนไร้ความสามารถอาจบอกล้างได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน
3. ผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่
4. บุคคลวิกลจริตที่กระทำนิติกรรมตามมาตรา 30 ขณะที่ยังไม่ได้ถูกสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถระยะเวลาในการบอกล้างหรือให้สัตยาบัน
ต้องกระทำภายใน
- 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุแห่งโมฆียะกรรม หรือวันที่อาจให้สัตยาบันได้ และ
- ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำนิติกรร
⚖️ ข้อที่ 3 การบอกล้างโมฆียะกรรม
การบอกล้างโมฆียะกรรม สามารถทำได้โดยแสดงเจตนาไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเพียงพอให้การบอกล้างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม คู่กรณีอีกฝ่ายต้องรับทราบการบอกล้างนั้นด้วยโดยอาจรับทราบโดยเฉพาะหน้า ทางโทรศัพท์ หรือช่องทางสื่อสารอื่นที่ติดต่อถึงกันได้ (ตามมาตรา 168 และมาตรา 169)
ผลของการบอกล้าง คือ ทำให้นิติกรรมที่เป็นโมฆียะตกเป็นโมฆะ และถือเสมือนเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก
⚖️ ข้อที่ 4 การให้สัตยาบัน
การให้สัตยาบัน คือ การแสดงเจตนาของผู้มีสิทธิบอกล้าง เพื่อให้นิติกรรมที่เป็นโมฆียะกลับมีผลสมบูรณ์ การให้สัตยาบันทำได้ 3 กรณี ดังนี้
1. การให้สัตยาบันโดยชัดแจ้ง คือ ผู้มีสิทธิบอกล้างแสดงเจตนายอมรับนิติกรรมนั้นโดยตรง
หมายเหตุ หากเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ จะให้สัตยาบันได้ต่อเมื่อพ้นสภาพดังกล่าวแล้วและหากนิติกรรมนั้นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์เป็นผู้กระทำ ผู้พ้นจากความไร้ความสามารถจะไม่อาจให้สัตยาบันได้
ทั้งนี้ สิทธิในการบอกล้างหรือให้สัตยาบัน อาจตกทอดแก่ทายาทได้
2. การให้สัตยาบันโดยปริยาย คือ การกระทำที่แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิบอกล้างยอมรับนิติกรรมแล้ว เช่น
- ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน
- เรียกให้ชำระหนี้
- แปลงหนี้ใหม่
- ให้ประกันหนี้
- โอนสิทธิหรือความรับผิด
- กระทำการอื่นใดที่ถือว่าเป็นการยอมรับนิติกรรม
3. การให้สัตยาบันโดยอายุความ
เมื่อพ้นกำหนด
- 1 ปี นับแต่วันที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือ
- 10 ปี นับแต่วันทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ
"สิทธิบอกล้างย่อมระงับไป"
⚖️ ข้อที่ 5 ผลหลังการบอกล้าง
เมื่อมีการบอกล้างแล้ว คู่กรณีอาจเรียกคืนได้ ดังนี้
- คืนทรัพย์
- คืนเงิน
- คืนประโยชน์
เพื่อให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม อันเป็นผลของโมฆะกรรม
หมายเหตุ หากอีกฝ่ายไม่คืนทรัพย์สิน ผู้บอกล้างอาจใช้สิทธิเรียกคืนลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 เป็นต้นไป
⚖️ ข้อที่ 6 ความแตกต่างระหว่างโมฆะกรรมและโมฆียะกรรม
ซึ่งผมได้จัดทำตารางความแตกต่างระหว่างโมฆะกรรมและโมฆียะกรรม ดังนี้ครับ
⚖️ ข้อที่ 7 ตัวอย่างในชีวิตจริง
ตัวอย่างที่ 1 ถูกหลอกให้ซื้อทรัพย์
ผู้ขายปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น รถเคยชนหนัก แต่นำมาหลอกขายว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ
ผู้ซื้ออาจอ้างเหตุ “กลฉ้อฉล” เพื่อบอกล้างนิติกรรมได้
ตัวอย่างที่ 2 ถูกกดดันให้เซ็นสัญญา
ถูกข่มขู่ว่าหากไม่เซ็นจะถูกทำร้ายร่างกาย หรือทำให้เสียหายอย่างร้ายแรง
การแสดงเจตนาเช่นนี้อาจเป็น “การข่มขู่”
ตัวอย่างที่ 3 เข้าใจผิดเกี่ยวกับทรัพย์
เข้าใจว่าที่ดินที่ซื้ออยู่ติดถนนใหญ่ แต่ภายหลังพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
หากเป็นสาระสำคัญ อาจเข้าลักษณะ “สำคัญผิด”
⚖️ สรุป
กฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “มีลายเซ็นหรือไม่” แต่ยังพิจารณาด้วยว่า “เจตนา” ของผู้ทำนิติกรรมนั้นเกิดขึ้นโดยอิสระ ถูกต้อง และตรงกับความประสงค์ที่แท้จริงหรือไม่
เพราะในบางกรณี แม้จะมีการลงลายมือชื่อแล้ว นิติกรรมนั้นก็อาจตกเป็น “โมฆะ” หรือ “โมฆียะ” ได้ตามกฎหมาย
ดังนั้น ก่อนทำนิติกรรมหรือสัญญาใด ควรศึกษารายละเอียดและตรวจสอบเจตนาของคู่กรณีให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
เขียนโดย สังคมภาพ